วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อีกแล้ว! คลิปนักเรียนหญิงตบกันนัว ที่พิษณุโลก

คลิปนักเรียนหญิงตบกัน

คลิปนักเรียนหญิงตบกัน

คลิปนักเรียนหญิงตบกัน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม 
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ DuangAesthetic สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

          วานนี้ (12 กรกฎาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีคลิปเหตุการณ์ของ 2 นักเรียนหญิงตบตีกัน ท่ามกลางเสียงของเพื่อน ๆ ที่ยืนเชียร์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่มีใครห้ามปราม อีกทั้งหนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังได้บันทึกภาพเอาไว้ ก่อนที่จะอัพโหลดลงเว็บไซต์ยูทูบ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง 

           สำหรับคลิปดังกล่าว มีความยาว 3 นาที 41 วินาที โดยในภาพเป็นเด็กนักเรียนหญิง 2 คน อายุประมาณ 16 - 17 ปี นุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อลูกเสือหญิงของวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ใน อ.เมือง จ.พิษณุโลก กำลังยืนทะเลาะโต้เถียงกันเรื่องแย่งผู้ชาย โดยมีกลุ่มเพื่อนนักเรียนหญิงของทั้งสองฝั่งนับสิบคนยืนส่งเสียงเชียร์อย่างเมามัน ขณะที่สองนักเรียนหญิงก็โต้เถียงกันไปมา พร้อมลงมือจิกผม ตบหน้าและใช้ขาถีบและเตะตามร่างกายของอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายถูกคร่อมทับ และโดนจับศีรษะโขกกับพื้นปูน 

           อย่างไรก็ตาม ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนคลิปดังกล่าวแล้ว และพบว่า เป็นนักเรียนจากวิทยาลัยพาณิชยการพิษณุโลกบึงพระ ทั้งนี้ ทางด้าน นายวิลาศ เฟื่องระย้า รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยพาณิชยการพิษณุโลกบึงพระ กล่าวยอมรับว่า คลิปดังกล่าวเป็นเด็กนักเรียนในวิทยาลัยของตนเองจริง และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 11 กรกฎาคม ทั้งนี้ ทางวิทยาลัยทราบแล้วว่าเด็กนักเรียนหญิงทั้ง 2 คน เป็นใคร และจะนำตัวมาลงโทษตามความเหมาะสมต่อไป




อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
 

เผยชื่อ สกุล สุดแปลก มีอยู่จริงในประเทศไทย


เผยชื่อ สกุล สุดแปลก มีอยู่จริงในประเทศไทย
Mthainews: หลังจากที่มีการเปิดเผยข้อมูล  ตัวเลขของ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยพบว่าประชากรของไทยล่าสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค.2554 มีทั้งสิ้น 64,076,033  คน โดยในจำนวนดังกล่าวมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ถึง 1,017,737 คน
ในกว่า64 ล้านคนเหล่านี้ ก็จะมีการตั้งชื่อ สกุลที่แตกต่างกันไป โดยจะมีการซ้ำกันในชื่อจำนำนวนมาก โดยพบว่า ชื่อที่มีคนนิยมใช้มากที่สุด โดยได้มาจดไว้กับสำนักทะเบียนราษฎร คือ สมชาย จำนวน 240,000 คน ซึ่งบุคคลสำคัญในประเทศไทยก็ใช้ชื่อ สมชาย รวมอยู่ด้วย ทั้ง อดีตนายกรัฐมนตรี ดารา นักแสดง เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ชื่อที่มีผู้ใช้น้อย และไม่ซ้ำกันนั้น มักจะเป็นชื่อที่มีความแปลกประหลาด ทั้งการตั้งใจและไม่ตั้งใจใช้ชื่อดังกล่าว โดยรายชื่อต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ถูกรวบรวมไว้ ซึ่งปรากฎอยู่จริงในประเทศไทย
ตายนานแล้ว ลืมจำไม่ได้
จิรายุ บินทะลุบ้าน
วริศรา รอดคงรวย
จรัสวิภา กล้านอนหงาย
กิตติมา ฆ่าไม่ตาย
สังหาร สาหัส
หล่อ พิลึก
ไชโย โห่สามที
สัญญา ชอบโกหก
แสง บาดตาสาว
ประสบ อุบัติเหตุ
เชื้อ ร้ายแรง
ปัญญา อ่อน
สมศักดิ์  หวังกระแทกคาง
หวังนที  จู๋ยืนยง
ณรงค์  นัดใช้ปืน
กันภัย  สูญสิ้นภัย
อูโน่  หลาวทอง
อธิป  จู๋กระจ่าง
ศักดิพันธ์  ชอบนอนหงาย
บรรจง  หนึ่งในยุทธจักร
กนกกร  เม่งเวหา
รรรรรร (อ่านว่า ระ – รัน – รอน)
ท่านฮ่องเต้  สมลุนาวัน
นารัตน์  พัดลม
พล.อ.การุณ  เก่งระดมยิง
ลำเทียน  จ้องผสมพันธุ์
มนศักดิ์  กางมุ้งคอย
สร้อยเหม็น  ฟางน้อย
ไพรัตน์  หม้อน้ำร้อน
ภาคภูมิ  ด้วนรู้ที่
หรูหรา  ออมตอง
วรุณนาโศรก  จันทรคดี
หรินาท  ปรปักษ์เป็นจุล
ชัยยศ  พรหมจารีย์พินาศ
ชาติหมา(ชา – ติ – หะ – มา)
วรต  อกระโทก
(ชื่อ )บริสุทธิ์ (ตอนโทรศัพท์ มักถามว่า… บริสุทธิ์อยู่ไหม?)
ติ๊บ  บุญนำ
แคน  อัครฮาก
บรรพต  เจ็ดพี่น้องร่วมใจ
ชาติชาญ  เล่นเอาขำ
จันมี  โถรองมูล
(ชื่อ) สามศร
นนนที  ปล้ำกะโทก
การหาญ  โดนอม (อ่านว่า โด – นอม)
สายใจ เกาะมหาสนุก
ณรงค์ นัด ใช้ปืน

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หนึ่งเดียวของไทย!! ปตท. ติดอันดับ บริษัทใหญ่ที่สุดในโลก


PTT,ปตท
MThai News: ฟอร์จูน นิตยสารธุรกิจชื่อดังของสหรัฐ เปิดเผยรายชื่อ 500 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2555 โดยมีปตท. เป็นบริษัทเดียวของไทยที่ติดอันดับ และในปีนี้ก็อยู่ใน 100 อันดับแรกคืออันดับที่ 95
ทั้งนี้ 3 อันดับประเทศที่มีบริษัทติดอันดับครั้งนี้มากที่สุด คือบริษัทสัญชาติสหรัฐ 132 บริษัท ,บริษัทจีน 73 บริษัท และบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรวมอยู่ที่ 68 บริษัท
สำหรับ ปตท. ยังคงเป็นบริษัทไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ 1 ใน 500 ของการจัดอันดับนี้ โดยมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2547 ดังนี้
ปี 2547 อยู่อันดับที่ 456
ปี 2548 อยู่ที่ 373
ปี 2549 อยู่ที่ 265
ปี 2550 อยู่ที่ 207
ปี 2551 อยู่ที่ 135
ปี 2552 อยู่อันดับที่ 118
แต่ปี 2553 อันดับกลับร่วงลงมาอยู่ที่ 155

สาวอ้วนเผยเคล็ดลับ มีเซ็กส์ 6-7 ครั้งต่อวัน ช่วยลดน้ำหนักถึง 45 กก.


สาวอ้วนเผยเคล็ดลับ มีเซ็กส์ 6-7 ครั้งต่อวัน ช่วยลดน้ำหนักถึง 45 กก.
เว็บไซต์ข่าวเดอะซันของอังกฤษ รายงาน เรื่องราวของ พอลีน พอตเตอร์ วัย 47 ปี หญิงที่อ้วนที่สุดในโลก จากกินเนสส์บุ๊ก เมื่อก.ย.ปีที่ผ่านมา โดยเธอมีน้ำหนักถึง  330 กิโลกรัม และเธอก็เผยเคล็ดลับการลดนน้ำหนักว่า การมีเซ็กส์มาราธอนกับ อเล็กซ์ ผู้เป็นสามี วัย 46 ปี ทำให้ลดน้ำหนักมากถึง  45 กิโลกรัม เผาผลาญได้ถึง 500 แคลอรี ในการมีเซ็กส์กับสามี แม้ว่าจะไม่สามารถขยับเนื้อตัว ลุกขึ้นไปมาบนเตียง แต่ด้วยที่เธอคลั่งการมีเซ็กส์ ทำกิจกรรมบนเตียงกับสามี 6-7 ครั้งต่อวันนั้น ก็เป็นการกระตุ้นให้ธอเผาผลาญแคลอรี่ได้
ผู้เป็นสามี ที่มี น้ำหนัก 63.5 กิโลกรัม ยังพึงพอใจกับการมีเซ็กส์กับเธอ แม้ว่าก่อนหน้านี้ในปี  2008 ทั้งคู่เคยหย่าร้างกันมาก่อน แต่ด้วยลีลารักที่ทำให้เขาพึงพอใจ เจ๋งกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ทำให้ต้องกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
เขาบอกว่า  วันแรกที่เรากลับมาอยู่ด้วยกัน เรามีเซ็กซ์กันถึง 6 ครั้งใน 24 ชั่วโมง แม้ว่าน้ำหนักของขาเธอจะมาก และบางคนจะนินทา ค่อนแคะ แต่เราสามารถอาศัยท่วงท่าและใช้ส่วนอื่นของร่างกายสร้างความสุขให้กับเราได้   ยืนยันว่าไม่เคยผิดหวังเรื่องบนเตียงกับพอลีนเลย

ไฟไหม้รถเก๋งขณะติดไฟแดงเจ้าของหนีทัน (ไอเอ็นเอ็น)




ไฟไหม้รถเก๋งขณะติดไฟแดงเจ้าของหนีทัน (ไอเอ็นเอ็น)
 
          เกิดเหตุเพลิงไหม้รถเก๋ง ขณะจอดติดสัญญาณไฟจราจร บน ถ.มิตรภาพ เจ้าของรถกระโดดหนีทัน คาดเกิดจากระบบแก๊ส

         วานนี้ (11 กรกฎาคม) เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยจากเทศบาลนครขอนแก่น ต้องช่วยกันระดมฉีดน้ำและใช้โฟม เพื่อทำการดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้รถยนต์เก๋ง ฮอนด้า ซีวิค 3 ประตู หมายเลขทะเบียน กจ-5969 ขอนแก่น ของ นายอุบล วารียศ ซึ่งถูกเพลิงลุกไหม้ทั่วทั้งคันรถ ขณะขับรถมาจอดติดสัญญาณไฟจราจร ที่บริเวณริม ถ.มิตรภาพ สี่แยกมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขาล่องมุ่งหน้าไป จ.นครราชสีมา

         โดย นายอุบล เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้ขับมาจอดติดสัญญาณไฟจราจร และพบว่า มีควันพุ่งออกมาจากห้องเครื่อง และเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจวิ่งหลบหนี เบื้องต้นสาเหตุน่าจะเกิดจากระบบแก๊ส เนื่องจากได้มีเสียงดังเกิดขึ้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนหาสาเหตุต่อไป




อึ้ง! ไทยติดโผอันดับ 2 รับได้ สามีตบตีภรรยา




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล 

          ผลสำรวจเผย ไทย ติดอันดับ 2 ใน 75 ประเทศ ที่เชื่อว่าความรุนแรงต่อภรรยาเป็นสิ่งที่รับได้ - เตรียมดำเนินโครงการ ทุกบ้านปลอดภัยจากความรุนแรง นำร่อง 2 เขต คลองสาน-ดุสิต

           เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว กทม. ว่าเนื่องจากผลวิจัยของกองทุนสหประชาชาติเพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรี (UN Women) พบว่า 1 ใน 5 ของผู้หญิงทั่วโลกถูกกระทำความรุนแรง ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 2 ใน 75 ประเทศ ที่เชื่อว่าความรุนแรงต่อภรรยาเป็นสิ่งที่รับได้
           นางทยา กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมจึงมีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานสหวิชาชีพเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว กทม. 2 ชุด แบ่งเป็นเขตคลองสานและเขตดุสิต เพื่อดำเนินโครงการ "ทุกบ้านปลอดภัยจากความรุนแรง" ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 โดยมีเป้าหมายหลักคือ ให้ผู้หญิงและเด็กหญิงที่เผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงบริการสนับสนุนที่ละเอียดอ่อนต่อสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง และคำนึงถึงความเสมอภาคบนพื้นฐานของความแตกต่างทางเพศ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะสนับสนุนการดำเนินการลดช่องว่างต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อให้มีกลไกการดำเนินงาน แบบสหวิชาชีพระดับชาติ

           ทั้งนี้ สาเหตุที่เลือก 2 เขตดังกล่าว เนื่องจากผลวิจัยพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถูกกระทำความรุนแรงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลวชิระ เขตดุสิต และโรงพยาบาลตากสิน เขตคลองสานเป็นจำนวนมาก
           นอกจากนี้ นางทยา ระบุถึงกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วยว่า จะมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม ที่ จ.นครนายก เพื่อรวบรวมข้อมูลและบูรณาการแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนโครงการทุกบ้านปลอดภัยจากความรุนแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 การดำเนินการคุ้มครองช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และมุมมองมิติหญิงชาย เพื่อร่วมกันจัดทำร่างแผนดำเนินกิจกรรมในแต่ละพื้นที่



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก


หนุ่มสเปนกินยาฆ่าตัวตาย หลัง FB คุยกับเพื่อน (ไอเอ็นเอ็น)



หนุ่มสเปนในไทยกินยาฆ่าตัวตาย หลังลาตายเพื่อนผ่านเฟซบุ๊ก

หนุ่มสเปนในไทยกินยาฆ่าตัวตาย หลังลาตายเพื่อนผ่านเฟซบุ๊ก


หนุ่มสเปนกินยาฆ่าตัวตาย หลัง FB คุยกับเพื่อน (ไอเอ็นเอ็น)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ 

            เกิดเหตุหนุ่มสเปน กินยาฆ่าตัวตายในห้องพัก ซ.รัชดาภิเษก 3 หลังโพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กคุยกับเพื่อน

            วันนี้ (12 กรกฎาคม) เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังรับแจ้งว่ามีชาวต่างชาติเสียชีวิตภายในห้องพักเลขที่ 521 ชั้น 5 ธนะทวี เพลซ ซอยรัชดาภิเษก 3 เขตห้วยขวาง กทม. ภายในห้องพบศพ Mr.Juan Andres Medin Pineiro อายุ 37 ปี สัญชาติสเปนลักษณะนั่งฟุบคาโต๊ะโดยคอมพิวเตอร์ยังคงเปิดทิ้งไว้ นอกจากนี้ ยังพบขวดยา ขวดเบียร์ และแก้วน้ำวางอยู่

            จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 21.00 น. ผู้ตายคุยเฟซบุ๊กกับเพื่อนชาวสเปน บอกว่ากำลังจะกินยาฆ่าตัวตาย และถ่ายรูปยาโพสต์ให้เพื่อนดู เพื่อนชาวสเปน จึงโทรบอกให้เพื่อนคนไทยรีบขับรถมาดู แต่ปรากฏว่าเสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของผู้ตายพบว่ามีการส่งอีเมลบอกลานายจ้าง เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. อีกด้วย โดยเพื่อนผู้ตายให้ข้อมูลว่า ผู้ตายทำงานด้านไอทีให้กับบริษัทเกี่ยวกับมือถือ อยู่ในประเทศไทยมาประมาณ 1 ปี เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง แต่วันนี้ผู้ตายไม่ได้ไปทำงาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป




โผล่อีก! คลิปนักเรียนหญิงตบตีกันแย่งผู้ชาย


โผล่อีก! คลิปนักเรียนหญิงตบตีกันแย่งผู้ชาย


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ DuangAesthetic สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

            วันนี้ (12 กรกฎาคม) มีรายงานข่าวแจ้งว่า สารวัตรนักเรียนนักศึกษา จ.ฉะเชิงเทรา ได้เข้าระงับเหตุในช่วงเย็นวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังมีชาวบ้านแจ้งว่า มีนักเรียนรวมกลุ่มกันก่อเหตุทะเลาะวิวาท บริเวณหลังโรงพยาบาลโสธราเวช ต.โสธร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อสารวัตรนักเรียนนักศึกษาพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึง ก็พบกับนักเรียนกลุ่มหนึ่ง กำลังยืนล้อมกลุ่มกันอยู่ และปล่อยให้เพื่อนนักเรียนหญิงทั้ง 2 คน ลงมือตบตีกัน

            แต่เมื่อกลุ่มดังกล่าวเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมา จึงรีบแยกย้ายกันหนีไป ซึ่งจากการสอบถามนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ ทำให้ทราบว่า นักเรียนที่ตบตีกัน สังกัดอยู่ในสถาบันการศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา โดยทั้งคู่มีปัญหาเขม่นกันมาก่อน เพราะชอบพอเพื่อนชายคนเดียวกัน เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงนัดกันมาเจรจาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงลงเอยด้วยการใช้กำลังตัดสินปัญหา

            อย่างไรก็ตาม สารวัตรนักเรียนนักศึกษาจะนำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปให้อาจารย์ฝ่ายปกครองประจำสถาบันที่ทั้ง 2 คน สังกัดอยู่ พิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป



กทม. ติด 1 ใน 10 เมืองมหาอุทกภัย!




ภาพประกอบจาก Apples-E / Shutterstock.com



ภาพประกอบจาก foto76 / Shutterstock.com



ภาพประกอบจาก Wutthicha / Shutterstock.com


กทม.ติด1ใน10เมืองมหาอุทกภัย! (ไทยโพสต์) 

          โออีซีดี รายงาน กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 ของโลกเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะถูกสตอร์มเซิร์จทำลายล้าง ในอีก 58 ปี ประเมินความเสียหายสูงถึง 34.9 ล้านล้านบาท ส่วนเมืองที่เสี่ยงสูงสุดคือ ไมอามี
           องค์การว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ "โออีซีดี" ระบุว่า กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย ติดอันดับ 10 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน ในฐานะเมืองใหญ่ที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก และถือเป็นเมืองสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งยวดต่อภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การทำลายล้างของคลื่น "สตอร์มเซิร์จ" โดยคาดว่ามูลค่าทรัพย์สินในกรุงเทพฯ ที่สุ่มเสี่ยงต่อหายนะดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 34.9 ล้านล้านบาท ในปี ค.ศ.2070 หรืออีก 58 ปีนับจากนี้
           ทั้งนี้ โออีซีดี ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1961 และมีฐานอยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ระบุในรายงานว่า มีเมืองท่ามากกว่า 130 แห่งทั่วโลกที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อภัยคุกคามจากเหตุน้ำท่วม เพราะคลื่น "สตอร์มเซิร์จ" ภัยคุกคามจากพายุ รวมถึงการที่ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และมีอุณหภูมิอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งทางโออีซีดีระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ ที่ขาดการวางแผนด้านการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และยังมีการบริหารจัดการในเชิงโครงสร้างที่ย่ำแย่ ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งส่งผลให้มีคนกรุงเทพฯ ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงจากภัยคุกคามดังกล่าวมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับในอีกหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก

           ผลการศึกษาขององค์การระหว่างประเทศซึ่งมีสมาชิก 34 ชาติดังกล่าวระบุว่า กรุงเทพฯ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน และครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า "เวนิซตะวันออก" อาจตกอยู่ในอันตรายจากภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกมากขึ้น ซึ่งภายในปี ค.ศ.2070 ประชากรของกรุงเทพฯ ไม่ต่ำกว่า 5.1 ล้านคน จะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสารพัดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์คลื่นซัดกระหน่ำชายฝั่ง น้ำท่วม หรือพายุ

           โฮเซ อังเฆล กูร์เรีย อดีตนักการทูตชาวเม็กซิกัน วัย 62 ปี ในฐานะเลขาธิการใหญ่ของโออีซีดี ออกมาเปิดเผยว่าเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทยที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว และสร้างความเสียหายเป็นวงเงินมากกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.43 ล้านล้านบาท นั้น ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า นับจากนี้เมืองหลวงของไทยจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

           รายงานของโออีซีดี ระบุว่า 10 เมืองใหญ่ของโลกที่สุ่มเสี่ยงจะถูกทำลาย หรือเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกมากที่สุด คือ 
           1. เมืองไมอามี มลรัฐฟลอริดา ของสหรัฐอเมริกา 
           2. นครกว่างโจว ของจีน 
           3. มหานครนิวยอร์ก และเมืองนวร์ก ของสหรัฐฯ 
           4. เมืองกัลกัตตาของอินเดีย 
           5. นครเซี่ยงไฮ้ของจีน 
           6. เมืองมุมไบของอินเดีย 
           7. เมืองเทียนจินหรือเทียนสินของจีน 
           8. กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น 
           9. เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน
           10. กรุงเทพมหานคร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ชายวัยกลางคนปิ๊งรักสาวบ้าจรจัด พากลับบ้านเอาเป็นเมีย


ชายวัยกลางคนปิ๊งรักสาวบ้าจรจัด พากลับบ้านเอาเป็นเมีย
ชายวัยกลางคนปิ๊งรักสาวบ้าจรจัด พากลับบ้านเอาเป็นเมีย
(11 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หวังซงซาน ชายโสดวัย 43 ปี ฐานะยากจน พบรักสาวจรจัดสติไม่สมประกอบ ก่อนพากลับบ้านให้เป็นภรรยา อยู่ร่วมกันมา 8 ปี มีลูกด้วยกัน 3 คน ต่อมาส่งภรรยาไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วหายตัวไป

หวังซงซาน เล่าว่า เมื่อปี 2003 ช่วงฤดูหนาว หวังซงซานพบหญิงสาววัยรุ่นจรจัดที่ตลาด ในนครเซินเจิ้น ประเทศจีน เนื่องจากหญิงสาวมีปัญหาทางจิต จำไม่ได้ว่าตนเองบ้านอยู่ที่ไหน หรือพ่อแม่เป็นใคร รู้แค่เพียงว่าชื่อเฉินเซี๋ย มาจากมณฑลเจียงซี ด้วยความที่ยังไม่แต่งงานและเกิดถูกใจ จึงพาหญิงสาวคนนั้นกลับบ้านไปเป็นภรรยา
เฉินเซี๋ย ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ไม่ค่อยออกไปไหน ด้วยความที่เธอป่วยทางจิต หวังซงซาน จึงไม่ได้พาเธอไปจดทะเบียนสมรส เมื่อปี 2004 เฉินเซี๋ยได้ให้กำเนิดลูกสาว แต่หวังซงซาน ได้ส่งให้พี่สาวช่วยเลี้ยง ต่อมาให้กำเนิดบุตรชายอีก 2 คน คนโต 7 ขวบ คนเล็ก 5 ขวบ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลากว่า 8 ปี
เนื่องจากอาการป่วยของภรรยา และฐานะทางบ้านที่ยากจน หวังซงเซียน ร้องขอความช่วยเหลือให้ภรรยาของเขาได้รับการรักษาหลายครั้ง ในที่สุดภรรยาของเขาได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่หลังจากนั้นภรรยาเขาได้หายตัวไปนานนับปี ซึ่งเขาพยายามร้องเรียนการหายตัวไปของภรรยา แต่ก็ไม่เป็นผล
จนกระทั่งไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบเบาะแสของเฉินเซี๋ย ว่าเธอรักษาอาการทางจิตที่โรงพยาบาลคังหนิงเป็นเวลา 10 กว่าวัน จากนั้นเธอสามารถจำที่อยู่ของเธอได้ จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ให้ติดต่อคนทางบ้านมารับตัวเธอกลับไป โดยเธอไม่ยอมกลับมาใช้ชีวิตกับหวังซงซาน อีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้หวังซงซาน กล่าวว่า หากเธอไม่ยอมกลับมาอยู่ด้วยกัน เขาก็จะหาทางเลี้ยงลูกของเขาเพียงลำพังต่อไป

บุกยิงดับผู้รับเหมาสงขลาญาติ “สน เดอะสตาร์“

บุกยิงดับผู้รับเหมาสงขลาญาติ “สน เดอะสตาร์“
บุกยิงดับผู้รับเหมาสงขลาญาติ “สน เดอะสตาร์“
(12 ก.ค.) เกิดเหตุคนร้ายบุกสังหารผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยของ จ.สงขลา และเป็นญาติของ "สน เดอะสตาร์" นักร้องชื่อดัง
พนักงานสอบสวนตำรวจภูธรทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และแพทย์เวร ร่วมกันตรวจสอบศพนายถนอม สุวรรณโร อายุ 49 ปี หลังถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดจ่อยิงบริเวณศีรษะ 2 นัด เสียชีวิตภายในร้านอาหารพี่พร อาหารตามสั่ง สามแยกบ้านหูแร่ ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายถนอมไปช่วยภรรยาขายอาหารตามสั่ง มีคนร้าย 2 คน สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า ขี่จักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียนมาจอดหน้าร้าน ก่อนคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายจะลงมาใช้อาวุธปืนจ่อยิง 3 นัด ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณเกิดเหตุเป็นย่านชุมชน ส่วนสาเหตุตำรวจคาดว่าเกิดจากความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวและธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
สำหรับนายถนอมเป็นญาติสนิทของนายสนธยา ชิตมณี หรือสน เดอะสตาร์ นักร้องชื่อดัง ซึ่งได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง.-สำนักข่าวไทย

รวบแล้ว! พ่อข่มขืนลูกม.3 แท็กซี่อ้างเป็นแฟน


รวบแล้ว! พ่อข่มขืนลูกม.3 แท็กซี่อ้างเป็นแฟน
รวบแล้ว! พ่อข่มขืนลูกม.3 แท็กซี่อ้างเป็นแฟน
รวบแล้วพ่อขืนใจลูกสาว แต่ยังให้การปฏิเสธ พร้อมสั่งสอบสวน ตร.พันข่มขืนเด็กสาว 15 ปี ลั่นให้ความเป็นธรรมสองฝ่าย ด้านแท็กซี่อ้างเป็นแฟน
ความคืบหน้ากรณีนายศิลปะชัย เคนพา เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พาตัว ด.ญ.เจน (นามสมมติ) อายุ 15 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเสือ ถูกพ่อข่มขืนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ อีกทั้งยังถูกตำรวจ 3 นายข่มขืนอีก พร้อมทั้งถูกคนขับรถแท็กซี่ ล่อลวงไปข่มขืนอีกด้วย ตามที่ได้ข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด (11 ก.ค.) พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากว่า ได้จับกุมนายสมนึก บิดาของ น.ส.เจน ได้แล้ว ซึ่งขณะนี้ยังให้การปฏิเสธ ส่วนที่มีการพาดพิงมาถึงตำรวจด้วย หากพบว่าเป็นตำรวจจริงก็จะให้ออกจากราชการ แต่ก็ต้องขอความเห็นใจจากประชาชนด้วยว่า อาจจะมีคนแอบอ้างว่าเป็นตำรวจทำให้เกิดความเข้าใจผิดก็เป็นไปได้ ทั้งนี้จะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
ด้านน.ส.ภัทรพร อุปิรัตน์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีนายบุญเรือง ปัญญา อายุ 34 ปี ขับรถแท็กซี่เข้ามาในบ้านพัก โดยมี ด.ญ.เจน นั่งมาในรถด้วย โดยนายบุญเรือง บอกว่าเด็กมีปัญหาทางครอบครัว และถูกลวนลามทางเพศ ทางเจ้าหน้าที่จึงรับตัว ด.ญ.เจน ไว้ในความดูแล แต่หลังจากนั้นปรากฏว่า คนขับแท็กซี่ยังคงวนเวียน มาเยี่ยมเยียน ด.ญ.เจน อยู่บ่อยครั้ง จนทางเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นถึงความไม่เหมาะสมจึงเรียกตัวมาพูดคุย ซึ่งนายบุญเรือง เองก็ยอมรับว่าคบหาเป็นแฟนอยู่กับ ด.ญ.เจน
น.ส.ภัทรพร กล่าวต่อว่า  หลังจากทราบเรื่องดังกล่าวจึงได้พูดคุยกับ ด.ญ.เจน กระทั่งทราบเรื่องทั้งหมด ว่าเคยถูกพ่อแท้ๆที่เลิกกับแม่และมีภรรยาใหม่ ข่มขืนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จนถึงเรียน ป.3 และยังเล่าถึงการมาตามหาแม่ ที่พักอยู่ย่านคลองหลวง และพี่สาวที่พักอยู่ย่านคลอง 14 จนถูกตำรวจจราจรลวงไปข่มขืน รวมทั้งถูกนายบุญเรือง คนขับแท็กซี่ข่มขืนในครั้งแรก ทั้งนี้ได้รับการติดต่อจากญาติของเด็กแล้ว โดยทางญาติยอมรับว่าไม่สามารถดูแลเด็กได้ จึงให้อยู่ในความดูแลของบ้านพักเด็กต่อไปก่อน
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.00 น. นายบุญเรือง ปัญญา อายุ 34 ปี คนขับรถแท็กซี่ ได้เข้ามาที่บ้านพักเด็กและครอบครัว เพื่อเข้าพบกับ ด.ญ.เจน แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้พบ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว ไม่สามารถควบคุมตัวนายบุญเรือง เอาไว้ได้ เนื่องจากยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี ต่อมาเวลา 16.30 น. นายศิลปะชัย ได้พา ด.ญ.เจน ไปแจ้งความยัง สภ.ปากคลองรังสิต ให้ดำเนินคดีกับนายบุญเรือง คนขับรถแท็กซี่ ในข้อหาพรากผู้เยาว์ และข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี

เผย สมชาย เป็นชื่อที่ใช้มากที่สุด 2.4 แสนคน



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

         สำนักทะเบียน เผยรายละเอียดเกี่ยวกับประชากรไทย ระบุ สมชาย เป็นชื่อตัวที่ถูกใช้มากสุด - กรุงเทพฯ มีประชากรอาศัยมาสุด ส่วนจังหวัดระนองมีประชากรอาศัยน้อยสุด

         วันนี้ (11 กรกฎาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากวันที่ 11 กรกฎาคม เป็นวันประชากรโลก ทางนายธวัชชัย ธรรมรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงได้เปิดเผยเกี่ยวกับจำนวนประชากรในประเทศไทย ดังนี้..

          จำนวนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1,017,737 คน

          จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 1 คือ กรุงเทพมหานคร มี 5 ล้านคน
          จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 2 คือ จังหวัดนครราชสีมา มี 2.5 ล้านคน
          จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 คือ จังหวัดอุบลราชธานี มี  1.8 ล้านคน
          จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 คือ จังหวัดอุดรธานี มี 1.5 ล้านคน
          จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 5 คือ จังหวัดศรีสะเกษ มี 1.4 ล้านคน

          จังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดคือ จังหวัดระนอง มี 180,000 คน

          ส่วนชื่อตัวที่มีผู้ลงทะเบียนในทะเบียนราษฎรมากที่สุด คือ

          อันดับ 1 คือ สมชาย จำนวน 240,000 คน
          อันดับ 2 คือ สมศักดิ์ จำนวน 230,000 คน
          อันดับ 3 คือ สมพร  จำนวน 210,000 คน
          อันดับ 4 คือ สมบูรณ์ จำนวน 170,400 คน
          อันดับ 5 คือ ประเสริฐ จำนวน 170,000 คน

          นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียนฯ ยังได้ระบุว่า ตามที่ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน 2554 กำหนดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชนมีจำนวนทั้งสิ้น 4,854,580 คน ขณะนี้ยังมีผู้อยู่ในข่ายไม่ได้ทำบัตรอีก 1,699,182 คน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คลิปโรคจิตช่วยตัวเองบนรถเมล์ ว่อนเน็ต


คลิปโรคจิตช่วยตัวเองบนรถเมล์ ว่อนเน็ต
คลิปโรคจิตช่วยตัวเองบนรถเมล์ ว่อนเน็ต
(11 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีผู้โพสต์คลิปวีดีโอบนเว็บไซต์ยูทูป โดยผู้ใช้ชื่อ nongsmile mint ระบุวันที่อัพโหลด 5 พ.ค. 2012 ปรากฏเป็นภาพชายวัยกลางคนขณะกำลังสำเร็จความใคร่อยู่เบาะนั่งบนเมล์สายหนึ่ง อย่างไม่อายสายตาผู้คนรอบข้าง โดยใช้สิ่งของที่อยู่ในถุงพลาสติกเป็นเครื่องกำบัง ก่อนที่ภาพจะตัดไปเมื่อผู้ถ่ายคลิปวีดีโอได้ลงจาก รถเมล์คันดังกล่้าว
ส่วนคำบรรยายใต้คลิปวีดีโอ ได้ระบุว่า "ระวังภัยกันด้วยนะค่ะ สมัยนี้เค้าทำอะไรกันโจ่งแจ้งเหลือเกิน เราตกใจเลย หันไปข้างๆ เจอพอดี ไม่รู้ทำไง เลยถ่ายคลิปมา" ทั้งนี้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก พร้อมส่งต่อคลิปดังกล่าวกันอย่างแพร่หลาย

คลิกชมภาพต่อไป
คลิกชมภาพต่อไป
คลิกชมภาพต่อไป
คลิกชมภาพต่อไป


พ่อข่มขืนลูก ม.3 ตำรวจ-แท็กซี่รุมโทรมซ้ำ



ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าว
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าว
(10 ก.ค.) นายศิลปะชัย เคนพา เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พาตัว ด.ญ.เจน (นามสมมติ) อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเสือ ถูกพ่อบังเกิดเกล้าข่มขืนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ หนำซ้ำยังถูกตำรวจ 3 นายข่มขืนอีก ตอนเข้าร่วมโครงการจิตอาสาจราจร
ด.ญ.เจน ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ถูก นายสมนึก (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี พ่อแท้ๆ ข่มขืนกระทำชำเรามาโดยตลอด จนกระทั่งถึงปัจจุบัน และล่าสุดเพิ่งไปเข้าร่วมโครงการจิตอาสาจราจรของ สภ.ประตูจุฬาลงกรณ์ พื้นที่อำเภอธัญบุรี ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเข้ามาพูดคุยและตีสนิทด้วย ให้เงินไปใช้จนตนเกินตายใจ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มดังกล่าวทั้งหมดมี 3 คน ตนไม่ทราบชื่อจริง รู้เพียงแต่ให้เรียกว่า จ่า ป. จ่า ส. ส่วนอีกคนไม่ทราบชื่อ ได้ชักชวนตนไปทานข้าว ตนก็ไม่ได้คิดอะไร เห็นพี่ตำรวจเมตตาใจดี จึงเดินทางไปด้วย ขณะที่ทานข้าวกันนั้น ตนถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มเหล้า จนรู้สึกมึนเมาและอยากกลับบ้าน ทั้ง 3 จึงอาสาที่จะไปส่ง แต่ระหว่างทางกลับบ้านถูกบ้านเข้าโรงแรมแห่งหนึ่งและถูกรุมกระทำชำเราอย่าง หมดหนทางต่อสู้
หลังจากถูกตำรวจรุมข่มขืน เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ตนก็ไม่พบตำรวจทั้ง 3 คนอีก จึงได้หนีออกจากโรงแรมและโบกเรียกแท็กซี่ เพื่อจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าถูกข่มขืน แต่ปรากฎว่าถูกโชเฟอร์แท็กซี่พาไปข่มขืนอีกครั้งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งตนไม่ทราบเช่นกันว่าที่ไหน ทำให้ตนตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้เข้ามาปรึกษากับบ้านพักเด็กและสตรีจังหวัดปทุมธานี เพื่อเอาผิดกับผู้ที่ลงมือข่มขืนกระทำชำเราตนเองทุกคน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเรื่องร้องทุกข์ของ ด.ญ.เจน พร้อมกับเตรียมเรียกตัวพ่อของ ด.ญ.เจน มาสอบสวนและดำเนินคดี คาดว่าน่าจะจับกุมตัวได้โดยเร็ว ส่วนกรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรุมโทรมและโชเฟอร์แท็กซี่ข่มขืน จะต้องไปแจ้งในพื้นที่ที่เกิดเหตุนั้นๆ ด้วย

รวมภาพฮาๆแบบแมนๆ